สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 8 พ.ย. 2554

สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 8 พฤษจิกายน 2554

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว ถ่ายที่ความละเอียด 250 เมตร ต่อ 1 พิกเซล

ภาพรวมของน้ำเมื่อเทียบกับวันที่ 3 พ.ย. 2554 แล้วพบว่ายังมีน้ำปริมาณมากอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ จากการเปรียบเทียบด้วยสายตาแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลง อาจจะเป็นไปได้ว่าน้ำยังคงมีปริมาณเท่าเดิม แต่เคลื่อนที่ลงใต้มาเรื่อยๆ

สถานการณ์ทางลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก คาดว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดอย่างมีนัยยะสำคัญเช่นเดียวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำจำนวนมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะยังคงอยู่ไปอีกสักพักตามความสามารถการระบายน้ำออกอ่าวไทยของแม่น้ำต่างๆ ระดับน้ำในตัวเมืองนครสวรรค์และพระนครศรีอยุธยาที่ลดลงไป ยังเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ ในภาพรวมขนาดใหญ่ การให้ความช่วยเหลือประชาชนนอกเขตเมืองยังคงต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงประชาชนในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลอีกด้วย

สถานการณ์น้ำวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ต้นฉบับที่ Google+

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10.40 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว

เห็นได้ชัดว่าปริมาณน้ำจำนวนมากยังคงอยู่ในทุ่งเจ้าพระยาและเชื่อได้ว่ากำลังเคลื่อนตัวลงทิศใต้มาทางจังหวัด สมุครสงคราม, สมุครสาคร, กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา ภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำยังคงหนักหนาอยู่

ในขณะเดียวกัน แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลก็มีน้ำล้นออกมาจากแม่น้ำทั้งสองแล้ว เชื่อว่าความรุนแรงจะมากขึ้นในอนาคต กำลังการช่วยเหลือและเยียวยาของหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมกำหรับพื้นที่ในภาคอีสานก็น่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

ภาพรวมในภูมิภาคจะเห็นว่า ตอนกลางและใต้ของกัมพูชา รวมไปถึง ตอนใต้ของเวียดนาม ก็ประสบอุทกภัยเป็นบริเวณกว้าง ถ้ามองรวมทั้งภูมิภาค เหตุการณ์นี้ก็มีขนาดใหญ่อย่างน่าตกใจ

ภาพจาก NASA : http://lance-modis.eosdis.nasa.gov/cgi-bin/imagery/single.cgi?image=crefl1_721.A2011307034000-2011307034500.500m.jpg ค้นพบผ่าน http://data.gov Collapse this post

Barcamp Chiang Mai 4

บาร์แคมป์เชียงใหม่เป็นหนึ่งในบาร์แคมป์นอกกรุงเทพฯ ที่จัดมายาวนานและค่อนข้างต่อเนื่อง (ไปช่วยจัด บาร์แคมป์เชียงใหม่ 3 มาด้วย) ซึ่งผมนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีของการกระจายงานประเภทนี้ออกนอกกรุงเทพฯ และยังหวังให้จังหวัดอื่นๆ จัดแบบนี้บ้าง

ครั้งนี้ตั้งใจไปจริงจังมาก เช่ารถตู้กับทีมที่ออฟฟิศไปทั้งหมด 8 คนกับ 2 หมาน้อย งานจัดที่มหาวิทยาลัยพายัพ สถานที่เดินทางไปค่อนข้างสะดวกและกว้างขวางดี ผู้ร่วมงานประมาณประมาณ 150 คน (เท่าที่คุยกับคนจัดงาน) จุดที่ประทับใจมากคือได้พบกลุ่มชุมชน IT ใหม่ๆ ในเชียงใหม่ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงตรงที่ยังเป็นกลุ่มของชาวต่างชาติที่มาทำงานในเชียงใหม่เสียมาก ซึ่งอาจจะทำให้คนไทยที่ไม่ค่อยถนัดภาษาอังกฤษไม่กล้าเข้าร่วมได้ และหลายๆ คนก็บอกว่า อยู่เชียงใหม่มาตั้งนานไม่เคยได้ยินกลุ่มพวกนี้มาก่อน ก็เป็นโจทย์ที่น่าคิดต่อไปในมุมกว้างว่าแล้วเราจะทำให้เกิดกลไกการรู้จักกันในจังหวัดอื่นๆ หรือพื้นที่เสมือนอื่นๆ ได้อย่างไร

เนื่องจากไฮไลต์ชีวิตครึ่งปีแรกนี้มันไปกองอยู่ที่ โอเพ่นสเปซ เสียเยอะมาก เลยตั้งใจจะพูดเรื่องนี้และก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไปเผา presentation กันหน้างาน ปีนี้โชคดี ได้นำเสนอเป็นรายการแรก เลยค่อนข้างสนุก มีคนเข้าฟังเกือบ 20 คน

เห็นกลุ่มบาร์แคมป์กรุงเทพฯ เริ่มคุย การจัดงานบาร์แคมป์กรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 กันแล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากสนใจช่วยงาน/สนับสนุน ก็ติดต่อกันที่ Google Groups กันได้ครับ

Don’t just rant, listen

ผมคิด — ไปมา — อยู่หลายทีว่าจะเขียนบล็อกนี้อย่างไรดี สุดท้ายก็ได้ความว่าเขียนไปเลยเถอะ คิดมากเดี๋ยวไม่ได้เขียน :)

ผมไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ผมไม่กล้าขับรถแถวๆ กลางเมืองเพราะกลัวหลง ผมเป็นคนสิงห์บุรีที่มาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ได้สักพักหนึ่ง นานพอจนจะจับลมหายใจของกรุงเทพฯ และคนกรุงเทพฯ ได้ อนึ่งเนื้อหาในบล็อกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสถานะการณ์การเมืองในปัจจุบัน

ครั้งแรกที่เห็นม็อบในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นช่วงสมัย ม.ต้น ที่ตอนนั้นมีกลุ่มสมัชชาคนจนมาตั้งแคมป์กันตรง ก.พ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างกับตอนที่ผมเห็นการประท้วงหลายๆ ครั้งที่ต้องมีการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น — หงุดหงิดปนรำคาญ

จนมาวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนได้มีโอกาสได้ไปอยู่ในวงนั่งร่วมคุยกับจานพิดเด็กแนว หัวข้อจำไม่ได้ แต่ประเด็นสั้นๆ เรื่องทำไมต้องมาประท้วงในไม่กี่นาทีที่จานพิดเด็กแนวเล่าให้ฟัง ทำให้มุมมองอันคับแคบเดิมของผม ได้รู้ถึงอีกมุมหนึ่งของการประท้วง

ข้างล่างเป็นการถอดเสียงจากวิดีโอในกรณีที่ดูวิดีโอไม่ได้ บริบทโดยรวมยังอยู่ครบยกเว้นจุดที่ฟังไม่ออกสองหนึ่งจุด และตัวหนาเอียงเน้นโดยผมเอง

เหตุผลที่มาประท้วงถามว่ารถติดไหม — รถติด — สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือต้องเข้าใจเขาก่อน คืออย่าเพิ่งคิดว่าเราดี เราต้องเข้าใจเข้าก่อนว่าเขามองเราอย่างนั้นจริงๆ และมันการรถติดจริงไหม — จริง — และเรามาทำไม — เรามาทำให้รถติด ใช่ — แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญของเราคือว่า เราต้อง — ภาษาอังกฤษเขาเรียก confront — คือว่าเราต้องเผชิญหน้ากับอคติที่เขามีกับเรา เราตอบเขาบนอคติอันนั้นเลย ไม่ใช่ว่าไปทำเรื่องแง่งามอื่นๆ ในม็อบ ผมมาทำให้คุณรถติด — ทำไม — อธิบายว่า

1. ผมมาทำให้คุณรถติดเพราะว่า กระบวนการแก้ปัญหาที่ท้องถิ่นมันทำไม่ได้ แล้ว
2. การทำให้รถติดเพราะกระบวนการแก้ปัญหาการตัดสินใจจริงๆ มันอยู่ที่นี่ อยู่ในสภา อยู่ในทำเนียบ และอยู่ในหัวใจของคนทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ของพวกคุณที่คุณเห็นว่าพวกผมไม่มีค่าอะไรแล้วมาทำให้คุณรถติด
3. การทำให้คุณรถติดนั้นเป็นการดึงความสนใจและให้พวกคุณเห็นว่า ผมเพียงแค่ทำให้ผมรถติดแต่คุณทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนทั้งชีวิต ผมเรียกร้องหัวจิตหัวใจของคุณให้เข้าใจว่า ความทุกข์ที่คุณมีกับรถติดกับความทุกข์ของผมที่มี เราอยู่ในสังคมเดียวกัน คุณเห็นใจผมไหม คุณคือผู้มีอำนาจ

เราเผชิญหน้ากับอคติที่เขามี เรากล้าออกไปยืนบอกเขา

ทุกวันนี้ผมก็หงุดหงิดอยู่บ้าง แต่น้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะ ทุกครั้งที่ผ่านกลุ่มผู้มาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ลองมองตาเขา อาจจะอ่านได้ว่า ฟังกูบ้าง ก็ได้