Failed

หลังจากลองเปลี่ยนเว็บจาก Drupal เป็น Jeckyll เมื่อคราวที่แล้ว โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อที่จะได้มีแรงบันดาลใจในการเขียนบล็อกบ่อย ๆ มากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าหลังจากเปลี่ยนกลับเขียนบล็อกน้อยกว่าเดิมครึ่งปีแรกเสียอีก

การเปลี่ยนจาก Jeckyll มาเป็น WordPress อีกรอบก็เพื่อสร้างแรงบันดาลใจรอบใหม่ ในฐานะที่เป็นแฟน Drupal มาช้านาน ก็ควรจะต้องเรียนรู้ว่า platform อื่น ๆ นั้นเขาทำงานกันอย่างไร เป้าหมายในการทำความคุ้นเคยอันแรกก็คงเป็น port Rotilinks มาให้มีความสามารถเท่า Drupal ที่เคยทำไว้

การไม่เขียนบล็อกเพราะอ้างว่าไม่มีเวลามันไร้สาระ สัญญากับตัวเองว่าจะเขียนให้บ่อยขึ้นเหมือนเดิม

สำหรับผู้รับฟีดที่ไม่ได้ปรับปรุง feed URL ให้ทันตั้งแต่สมัยเนิ่นนานโพ้น แนะนำให้ใช้ feed ของ feedburner แทนจ้า

Switch away from Drupal

I’m switched away from my beloved CMS, Drupal, to HTML and Markdown.

Well, I’m still the big supporter of Drupal as well as my colleagues at Opendream. But 3 years with something great, something work out-of-the-box, somehow, slow your passion down (I’m that kind of person).

I was thought about how to write blog entries with separated decoration and context. With Drupal, Markdown works great, but all of your entries are in MySQL. My blog is just a simple HTML therefore fancy hooks are bloat.

Fortunately, It’s a blog-aware, static site generator named Jekyll available. Jekyll is simple enough to not-too-beginer users, all are just HTML and Markdown or Textile. With Jekyll, I can create my static HTML template and write all of my contents in Markdown, SO. SIMPLE.

With a simple script to export all of my Drupal’s nodes into .markdown template file, plus small YAML configuration, I can set my all static HTML site up within 4 hours.

Even I’m using a static HTML, you still can make a comment on the site with Disqus, amazing.

Hope this rebooting could motivate me to be the more frequent blogger :-P .

กองทุนหมู่บ้าน

บันทึกนี้จดไว้กันลืม ยังไม่ขมวดปม อาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง ชื่อบันทึกตั้งไว้ด้วยเหตุผลทาง SEO

เมื่อวานนั่งนึกเรื่องทำไมคนต่างจังหวัดต้องหลั่งไหลเข้ากรุงเทพฯ เท่าที่รู้เหตุผลอันหนึ่งคือคนส่วนหนึ่งทำอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งโดยมากจะสามารถทำได้แค่ช่วงหนึ่ง ๆ ของปีเท่านั้น เมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวก็จะไม่มีอะไรทำ หากจะอยู่เฉย ๆ ก็จะไม่มีเงินเลี้ยงครอบครัว สุดท้ายเลยต้องเข้ากรุง

วิธีหนึ่งที่น่าจะช่วยเหลือคนกลุ่มนั้นได้ก็คือ จัดให้มี Microfinance ระดับบุคคลที่จะช่วย seed ให้สามารถทำกินได้ในระหว่างช่วงว่างระหว่างฤดูทำกิน ซึ่งเท่าที่เห็นเป็นรูปธรรมในช่วงห้าปีที่ผ่านมาคือโครงการกองทุนหมู่บ้าน (Microfinance ระดับ องค์กรไปยังชุมชน) และ โครงการธนาคารประชาชนของออมสิน (Microfinance ระดับ องค์กรสู่บุคคล) โดยมีการเสริมวงจรอาชีพด้วย OTOP ทำให้เป็นสามารถทำเป็น Microfinance แบบครบวงจรไปโดยปริยาย (มีทั้งการสนับสนุนทางทุนและตลาด) พอดีไม่แน่ใจเรื่องข้อกำหนดของการกู้ยืมจากทั้งกองทุนหมู่บ้านและธนาคารประชาชน แต่คาดว่าจะกู้ยืมมาสักนิดหน่อยเพื่อมาเพื่อเลี้ยงหมูตัวสองตัวนี่น่าจะลำบาก

แต่ปัญหาหนึ่งของการทำกองทุนหมู่บ้านคือ เงินไปกระจุกอยู่ที่ต้นทางและถูกแปรรูปไปเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไปเสียเยอะ อาทิ รถเก๋ง เครื่องเสียง ฯ ทำให้การใช้เงินกองทุนหมู่บ้านไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

ทางแก้ที่คิดไว้คือทำ Microfinance ที่เป็นระดับ บุคคลสู่บุคคล แบบ Kiva.org โดยเป็น Microfinance ระดับเล็กจิ๋วที่เป็น platform ให้คนที่อยากกู้/ยืมเงินก้อนเล็ก ๆ มาเจอกับคนที่อยากบริจาค/ให้ยืม เงินก้อนเล็ก ๆ เพื่อช่วย seed โครงการขนาดเล็ก โดยเปิดให้ผู้อยากกู้/ยืม มาเสนอไอเดียของตัวเองและให้ผู้อยากให้กู้/ยืม มาให้ยืมเงินก้อนเล็ก ๆ เพื่อสมทบเข้าโครงการนั้น ๆ ไป ประเด็นที่ต้องคิดต่อคือ

  • จะต้องสามารถติดตามความก้าวหน้าของโครงการที่เราให้ กู้/ยืม ได้ เพื่อแก้ปัญหาการใช้เงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์
  • น่าจะต้องมีระบบ rating เข้าไปเพื่อให้ชุมชนสามารถช่วยประเมินโครงการได้
  • ต้องระวังเรื่องปั่น/ป่วน rating
  • ชุมชนสามารถให้ความเห็น และนำความเห็นนั้นมาประเมินเป็น rating ได้
  • คงต้องมีทีมที่จะต้องคอยให้ความช่วยเหลือเรื่องการบริหารเงิน
  • การเชื่อมกับ OTOP อีกทีเพื่อทำให้คนกู้/ยืม สามารถทำเงินไปหมุนต่อได้อย่างยั่งยืน