Corporate Internal Communication

บล็อกอันนี้ไม่ใช่รีวิวหรือแนะนำบริการ แต่เป็นปูมบันทึกการทดลองหาวิธีการสื่อสารภายในองค์กร เขียนตอนง่วงมากดังนั้นอาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง

ผมมีความพยายามในการใช้ระบบการสื่อสารภายในองค์กรนอกเหนือจากอีเมลมาหลายครั้ง สมัยทำงานใหม่ๆ ก็ใช้ IM ซึ่งก็จะมีท่าหลบ Firewall ขององค์กรกันตามสภาพขององค์กร พอมาถึงจุดหนึ่งเราพบว่า IM มันมี distraction เยอะมากจนทำให้เกิดอาการ “ไม่เป็นการ ไม่เป็นงาน” เท่าที่คิดดูคร่าวๆ ระบบลักษณะนี้มีข้อดีคือ

  • สื่อสารทันใจ
  • เรียนรู้ไม่ยาก ข้อเสียของ IM ในการใช้ในงานสื่อสารองค์กรคือ

แต่ก็มีข้อเสียเพียบคือ

  • มัน real time ซึ่งทำให้ความคาดหวังของคนส่งข้อความคาดหวังว่าจะได้รับการตอบกลับในทันที ซึ่งบางกรณีผู้รับไม่สามารถตอบกลับได้ทันที
  • กรอบการสื่อสารอยู่นอกเหนือจากภายในองค์กร ยิ่งทำให้เพิ่มตัวรบกวนสมาธิมากยิ่งขึ้น
  • เก็บประวัติการติดต่อลำบาก ยิ่งถ้าเป็นการคุยร่วมกันหลายๆ คน
  • เมื่อ distraction เยอะขนาดนี้ ผู้บริหารก็เริ่มจะไม่ชอบ และในที่สุดก็โดนบล็อคไป

ยุคต่อๆ มาที่ลองก็พยายามจะใช้ Wiki/Blog แต่เนื่องจากการทำความเข้าใจกับระบบก็ยากพอสมควรกับผู้ใช้ที่ไม่ถนัดเรื่องเทคนิคคอมพิวเตอร์มากนัก แต่ก็มีขือดีคือ

  • การสื่อสารถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลถาวรที่ไล่ดูย้อนหลังได้
  • สามารถเก็บการสื่อสารเหล่านั้นไว้เป็นองค์ความรู้ต่อได้
  • เชื่อมโยงข้อมูลได้ง่าย
  • เข้าถึงได้ง่ายจากหน้าเว็บ

แต่ข้อเสียก็เยอะ

  • Learning curve ค่อนข้างสูงเพราะค่อนข้างขัดกับพฤติกรรมผู้ใช้ เพราะมันรู้สึกเหมือนทำเว็บ
  • ให้ความรู้สึกเป็นทางการมากไป ทำให้กำแพงกั้นการเข้าร่วมสูง

ยุคหลังๆ ก็มี Twitter/Facebook เคยลองให้ทีมใช้ tag พิเศษ เพื่อ tweet บอกในสิ่งที่อยากบอกเพื่อนร่วมงาน แต่ก็พบว่าเรามีบางเรื่องที่ไม่อยาก tweet ไปยังสาธารณะ แต่อยากบอกทีม ครั้นจะเข้าอีเมลเขียนก็ขี้เกียจพิมพ์ที่อยู๋อีเมล เลยมาลอง Yammer ระบบที่คล้ายๆ Twitter+Facebook สำหรับภายในองค์กร (ต้องมีอีเมลองค์กรถึงจะเข้าใช้ได้ — นึกถึง Facebook ยุคแรกที่ต้องใช้อีเมล Harvard เข้าใช้) แล้วเราจะได้ระบบไว้สำหรับ “แย้ม” (กริยาในการส่งข้อความใน Yammer) กันในองค์กร ข้อดีคือ

  • ไม่ต้องปรับตัวมาก ใช้งานเหมือน Twitter/Facebook ทำให้การใช้งานเป็นธรรมชาติ (ของคนที่ใช้งาน Twitter/Facebook)
  • ติด tag ได้ ทำให้เราสามารถไล่ดูข้อความตาม tag ได้
  • ตอบโจทย์หลัก “อยากแบ่งปันบางอย่างให้เพื่อนร่วมงาน แต่ไม่อยากแบ่งปันให้สาธารณะ”

ข้อเสียก็มี

  • ออกจะเป็น distraction เพราะคนในทีมก็มีทั้ง Twitter/Facebook ให้ดูแล แล้วยังต้องมี Yammer อีก
  • export ข้อมูลออกมาไม่ได้ ถ้าอยากต้องจ่ายคนละ US$5

เด็ก ชาติ ไทย วินัย คุณธรรม และ Open Data

เมื่อก่อนตอนสมัยประถมจะมีคุณครูบางวิชาบอกให้ท่องคำขวัญวันเด็กให้ขึ้นใจ ซึ่งผมก็ท่องไปเสียอย่างนั้นไม่เคยสนใจว่าตำขวัญมันว่าอย่างไร

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งหลายท่านก็คงมีจุดประสงค์ด้วยความจริงใจว่าอยากให้เด็กในวันที่อ่านคำขวัญจะมีแรงบันดาลใจ ปฏิบัติตามคำขวัญ (ที่ไม่น่าจะเป็นคำสั่ง) เหล่านั้น เพื่อจะได้ช่วยเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศในอนาคต และด้วยความที่วัยวุฒิและคุณวุฒิเรายังเป็นเด็กอยู่ เราจึงสนใจว่าที่ผ่านมา ผู้ใหญ่คนคิคำขวัญทั้งสิบหกคน ในช่วงระยะเวลา 55 ปีที่ผ่านมานั้นเขา “มอง” เด็กและอยากให้เด็กปฏิบัติตัวอย่างไร

แนวคิดก็ง่ายๆ เนื่องจากคำขวัญวันเด็กจะเป็นประโยคสั้นๆ อยู่แล้ว ดังนั้นคำใดๆ ที่อยู่ในประโยคเหล่านั้นจึงน่าจะสะท้อนวิธีคิดของคนคิดได้ระดับหนึ่ง ข้อมูลคำขวัญทั้งหมด ก็มีอยู่แล้วที่วิกิพีเดีย จึงเขียนโปรแกรมด้วย Python ง่ายๆ ผ่าน PyICU เพื่อแบ่งคำในคำขวัญออกมาเป็นคำๆ และจึงมานับหาความถี่ของแต่ละคำออกมาเป็น Histogram

อ่านต่อ

Mac App Store

แนวคิด App Store บน Desktop ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยก่อนหน้านี้ก็มีทั้ง Windows Marketplace, Ubuntu Software Centre หรือแม้กระทั่ง Steam ที่เน้นขายเกมโดยเฉพาะและประสบความสำเร็จอยู่พอสมควร การที่ Apple เปิด Mac App Store จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจะสามารถต่อยอดความสำเร็จจาก App Store บน iOS มาได้หรือไม่ ซึ่งต้องรอดูกันต่อไป

อ่านต่อ

บ้านฉันตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)

เพิ่งพบว่าช่วงปีที่แล้วซื้อ DVD หนังเก็บไว้เยอะมาก เพิ่งมาพบเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าซื้อมาแล้วกองเก็บไว้ไม่ได้ดู เราจึงควรดูของเก่าให้หมดเสียก่อน

บ้านฉันตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) เป็นหนังที่ไม่คิดจะดูตั้งแต่แรก แต่อ่านเจอใจ (คุ้นๆ ว่า) ไบโอสโคป ว่าแนะนำให้ดู และตอนหนังฉายเมื่อต้นปีก็คุ้นๆ เห็นว่าสนับสนุนโดยมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ที่โอเพ่นดรีมเคยไปช่วยวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้ เลยซื้อมาดองไว้อย่างที่บอกไว้ข้างต้น

  • เนื้อเรื่องง่ายๆ ว่าด้วย ความรัก ของพ่อที่ลูกคิดว่าพ่อไม่รัก ของลูกที่รักสาวที่อายุมากกว่า
  • จำได้เลาๆ ว่าตอนโฆษณาเน้นขายความตลก มากกว่าแก่นหลักที่เกี่ยวกับครอบครัว มีเครือข่ายครอบครัวโผล่มานิดหน่อย เลยน่าจะถูกมองว่าเป็นหนังตลก อันนี้เข้าใจว่าฝั่ง PR ต้องตอบโจทย์กระแสหลัก
  • บทไม่มีอะไรหวือหวา แต่มุมกล้อง แสง และการตัดต่อไหลลื่นเยี่ยมมาก
  • เนื้อเรื่องอยู่ที่ลพบุรีเป็นหลัก ซึ่งควรจะคุ้นตาเพราะผมเคยเรียนที่นั่นมาสองปี แต่ในหนังนำเสนอภาพเมืองได้แปลกตาสวยดี
  • น้องๆ ในเรื่องแสดงได้เก่งมาก
  • พอลล่าน่ารักมาก!
  • แนะนำให้ดูกันทั้งครอบครัว เหมาะกับทั้งพ่อสอนลูกและลูกสอนพ่อ

Come Back

“ลืม” เขียนบล็อกไปเกือบสองเดือน แถมยังมีโปรโมชั่นกระหน่ำเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ทำให้ไม่ได้มาสาละวนกับการเขียนบล็อกเลย (เป็นข้ออ้าง)

ช่วงนี้หยุดยาวเลยมีเวลามาซ่อมบล็อกที่พัง และนั่งเตรียมงานสำหรับปีนี้ แต่นั่นคงไม่ใช่ข้ออ้าง (หรือคำแก้ตัว?) ที่ดีในการแกล้งลืมของเก่าๆ เมื่อปีที่แล้วที่ค้างๆ ไว้ และก็อาจจะไม่สัญญาว่าจะกลับมาเขียน :-P แต่อย่างน้อยก็มีรายการของค้างเผื่อจะมีใครอยากทวง

  • Mozilla Summit ตอนที่ 3
  • Seattle Trip
  • New York Trip
  • Cambodia Trip: Phnom Penh, Kampong Thom, Kratie
  • UK Trip: London, Cambridge, Oxford
  • Open Government Data Camp London
  • Design Jam London
  • Philippines Trip