Reset

เมื่อวานต้องไปรักษารากฟัน

ปกติเป็นคนที่พยายามหลีกเลี่ยงการรักษาทางการแพทย์ใดๆ ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ หู ตา จมูก ปาก เพราะคิดว่ามันเป็นอวัยวะที่ค่อนข้างอ่อนไหว และเราควบคุมมันโดยตรงไม่ได้ นึกถึงเครื่องมือมหาศาลมาแหย่ๆ แยงๆ อวัยวะเหล่านั้นแล้วเสียวสันหลัง

ทำใจอยู่นานกว่าจะไปได้ เฮือกที่ตัดสินใจนอนลงบนเตียงทำฟันก็เพราะอย่างทดลองเรื่องการออกจากความรู้สึก

ศึกษาเรื่องนี้มาสักพักพบว่า ความรู้สึกจะนำไปสู่ความคิด และความคิดจะขยายความรู้สึก ยิ่งคิดมากจะยิ่งรู้สึกมาก ถ้าเป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์เราก็จะหลงติดในอารมณ์ ถ้าเป็นเรื่องเจ็บปวดเราก็จะยิ่งเจ็บมากขึ้นจนทนไม่ได้

ยกตัวอย่าง

ผมหลีกเลี่ยงหมอฟัน เพราะกลัว ความกลัวจะทำให้ผมยิ่งคิดว่าการทำฟันมันจะเจ็บ ซึ่งจริงๆ มันก็เจ็บๆ เสียวๆ บ้างตามกลไกของเส้นประสาท แต่ทีนี้ด้วยความที่ยิ่งคิด ความคิดมันจะไปขยายความรู้สึก, ในที่นี้คือเจ็บ, ทำให้คิดว่าเจ็บมากขึ้น วนไปเรื่อยๆ จนทนไม่ได้ ที่สุดแล้วก็เลยหนี ไม่ไปหาหมอฟันละ

ผมคิดไปเองว่าการรักษารักนั้นมัน มันจะต้องเจ็บมาก เพราะมันต้องลงไปถึงเส้นประสาทรากฟัน แค่กินน้ำเย็นบางทีก็เสียวฟันจะตาย ยิ่งมีเครื่องมือลงไปถึงแล้วคงเสียวจนตายไปเลย

ด้วยความคิดที่ว่ามันเลยทำให้ผมยิ่งคิดว่า การรักษารากฟันมันคงเป็นพิธีกรรมอันโหดร้าย

แต่ทันใดนั้นผมลอง “ออกจากความคิด” เพื่อลดกาารคิดวนไปมาที่จะไปเร่งความรู้สึกกลัว ผลคือผมสามารถนอนลงบนเตียงทำฟันได้ด้วยความกลัวที่น้อยไปลงไปมาก

ในขณะทำฟัน หมอฉีดยาชาที่ปาก ทำให้ผมไม่รู้สึกอะไรเลยในระหว่างการทำฟัน 1 ชั่วโมง ซึ่งผมก็พบว่า ความคิดนั้นสามารถเร่งความเจ็บปวดที่มีอยู่น้อยนิดได้อย่างร้ายกาจ คือในเชิงชีววิทยาผมคงไม่รู้สึกอะไรเพราะกระแสประสาทถูกบล็อคจากยาชา แต่ความคิดมันไปเร่งทำให้เรารู้สึกว่ามันเจ็บจริงๆ

ใน 1 ชั่วโมงนั้นผมก็ลองออกจากความคิดบ่อยๆ เพื่อทดสอบความรู้สึกตัวเอง ซึ่งพบว่าความแตกต่างระหว่าง ความรู้สึกระหว่างการออกจากความคิด และ ความรู้สึกในขณะคิดนั้นแตกต่างกันมากจนสังเกตได้ชัดเจน

เลยยิ่งชัดเจนไปอีกว่า ในขณะที่เราติดอยู่กับสถานะการณ์หนึ่งๆ หากเราติดอยู่ในความคิด เราจะไม่มีทางออกจากสถานการณ์นั้นได้ การออกจากความคิดช่วยหยุด loop ของความคิดที่มาบดบังการสังเกต ซึ่งอาจจะช่วยให้เราออกจากสถานะการณ์นั้นได้อย่างง่ายดาย

ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยเป็นปัจจัยในการค้นพบความแตกต่างนี้ อิอิ

ต้นฉบับที่ Facebook

สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 8 พ.ย. 2554

สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 8 พฤษจิกายน 2554

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว ถ่ายที่ความละเอียด 250 เมตร ต่อ 1 พิกเซล

ภาพรวมของน้ำเมื่อเทียบกับวันที่ 3 พ.ย. 2554 แล้วพบว่ายังมีน้ำปริมาณมากอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ จากการเปรียบเทียบด้วยสายตาแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลง อาจจะเป็นไปได้ว่าน้ำยังคงมีปริมาณเท่าเดิม แต่เคลื่อนที่ลงใต้มาเรื่อยๆ

สถานการณ์ทางลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก คาดว่าไม่มีการเพิ่มหรือลดอย่างมีนัยยะสำคัญเช่นเดียวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำจำนวนมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะยังคงอยู่ไปอีกสักพักตามความสามารถการระบายน้ำออกอ่าวไทยของแม่น้ำต่างๆ ระดับน้ำในตัวเมืองนครสวรรค์และพระนครศรีอยุธยาที่ลดลงไป ยังเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ ในภาพรวมขนาดใหญ่ การให้ความช่วยเหลือประชาชนนอกเขตเมืองยังคงต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงประชาชนในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลอีกด้วย

วิธีต้มมะระไม่ให้ขม

ต้นฉบับที่ Google+

ต้มมะระเป็นอาหารที่อร่อยอันดับสามในเมนูส่วนตัว รองจาก ผัดกระเพราและแพนง ปกติจะชอบกินแบบขมๆ ยิ่งขมยิ่งอร่อย แต่พอมาทำเอง @neung บอกว่าไม่ชอบ จึงต้องหาวิธีทำแบบไม่ขม

วิธีที่พบก็หาเจอในอินเทอร์เน็ต ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ แต่ลองแล้วได้ผลดี

๑. หั่นมะระ เอาใส้ออก ล้างให้สะอาด ๒. เอามะระที่หั่นแล้วไปแช่น้ำเกลือ ใส่เกลือในอัตราส่วน ๑ ช้อนโต๊ะต่อน้ำ ๑ ลิตร แช่ไว้ประมาณ ๑๕ นาที ๓. ต้มน้ำสะอาดให้เดือด เอามะระที่แช่น้ำเกลือแล้วใส่ลงไปต้ม ปิดมาให้สนิท รอประมาณ ๕ นาที ห้ามเปิดดูนะ ๔. เอาออกจากหม้อต้ม ไปแช่น้ำอุณหภูมิห้อง

จากตรงนี้ไป มะระจะลดความขมไปอย่างมีนัยยะสำคัญ จะยัดหมูหรือเอาไปทำอะไรก็ตามแต่สะดวกจ้า

แค่สุดท้ายแล้ว ผมเห็นว่า หากจะกินมะระไม่ขม แนะนำให้กินฟักดีกว่าครับ :-P

สถานการณ์น้ำวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ต้นฉบับที่ Google+

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra ถ่ายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 เวลา 10.40 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายที่ความยาวคลื่นแสง 2,155 nm, 876 nm และ 670 nm โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำจะแสดงเป็นสีดำหรือน้ำเงิน พื้นที่เพาะปลูกเป็นสีเขียว

เห็นได้ชัดว่าปริมาณน้ำจำนวนมากยังคงอยู่ในทุ่งเจ้าพระยาและเชื่อได้ว่ากำลังเคลื่อนตัวลงทิศใต้มาทางจังหวัด สมุครสงคราม, สมุครสาคร, กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา ภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำยังคงหนักหนาอยู่

ในขณะเดียวกัน แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลก็มีน้ำล้นออกมาจากแม่น้ำทั้งสองแล้ว เชื่อว่าความรุนแรงจะมากขึ้นในอนาคต กำลังการช่วยเหลือและเยียวยาของหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมกำหรับพื้นที่ในภาคอีสานก็น่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

ภาพรวมในภูมิภาคจะเห็นว่า ตอนกลางและใต้ของกัมพูชา รวมไปถึง ตอนใต้ของเวียดนาม ก็ประสบอุทกภัยเป็นบริเวณกว้าง ถ้ามองรวมทั้งภูมิภาค เหตุการณ์นี้ก็มีขนาดใหญ่อย่างน่าตกใจ

ภาพจาก NASA : http://lance-modis.eosdis.nasa.gov/cgi-bin/imagery/single.cgi?image=crefl1_721.A2011307034000-2011307034500.500m.jpg ค้นพบผ่าน http://data.gov Collapse this post

ย้ายออฟฟิศ (2)

ต้นฉบับที่ Google+

วันนี้ผมอยู่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์

ตอนแรกตั้งใจจะย้ายโอเพ่นดรีมออกไปตามจังหวัดต่างๆ แต่ด้วยภาวะที่บางคนบ้านที่อยู่นอกกรุงเทพฯ ก็ถูกน้ำท่วมไปแล้ว การหาที่ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ – ใต้หลังคาเดียวกัน – นอกกรุงเทพฯ น่าจะเป็นทางเลือกที่ชัดเจนและดำเนินการได้เร็วที่สุด

ผมและเพื่อนร่วมงานพยายามอธิบายทุกคนที่มีโอกาสได้คุยด้วยถึงความเสี่ยงในการอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ ตั้งแต่ ความเสี่ยงทางตรงจากน้ำท่วม หรือความเสี่ยงทางอ้อมเช่น ภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากระบบการผลิตและขนส่งอาหารให้กรุงเทพฯ พัง โรคระบาด การเป็นภาระให้ผู้เข้ามาช่วยเหลือ ฯ ซึ่งการนำตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้นไม่ใช่การหนี แต่เป็นการตั้งรับจากภายนอก หลบเลี่ยงจากการเป็นผู้ประสบภัยจนเป็นภาระของผู้อื่นต่างหาก

ตัวอย่างที่จะถูกยกขึ้นมาช่วงนี้คือ ขนาดโอเพ่นดรีม เตรียมการณ์เรื่องนี้มาล่วงหน้าเกือบ 1 สัปดาห์ พอถึงวันต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายจริงๆ ก็ยังมีความผิดพลาดเยอะมาก อาทิ ลืมเครื่องกรองน้ำ เครื่องสำรองไฟ Printer เอกสารทางภาษีบางอย่าง ไว้ที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ ซึ่งไม่สามารถเข้าไปเอาได้แล้ว ยิ่งนึกถึงการเคลื่อนย้ายแบบฉุกละหุกโดยไม่เตรียมการแล้ว ยิ่งน่ากลัวว่าความโกลาหลจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ที่รู้สึกน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกคือ วันนี้ในหัวหิน ผมไม่สามารถหาซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดได้อย่างง่ายอีกแล้ว 7-ELEVEn มีการระบุว่าสามารถซื้อได้เพียง 6 ขวดต่อคนต่อครั้ง Tesco Lotus น้ำดื่มบรรจุขวดหายไปจากชั้นวางของ ร้านค้าท้องถิ่นจี้อันตึ๊ง ก็ไม่มีน้ำขายเช่นกัน ขณะขับรถตามหาน้ำ ผมคุยกับ @neung @nazt @googiw ว่าแล้วกรุงเทพฯ จะเป็นขนาดไหน เมืองใหญ่ขนาดคนสิบล้านคน – หนึ่งในหกของประเทศ – ต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ในภาวะขาดแคลนขนาดหนักมันจะเป็นความสับสนที่คาดเดาไม่ได้

หลายๆ ข้อมูลที่ผมมี รวมไปถึงการวิเคราะห์และคาดการณ์จากคนที่ทำงานในแนวหน้า ออกมาใกล้เคียงกันคือ กรุงเทพฯ จะพบกับภาวะวิกฤติในเรื่อง อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และ ความปลอดภัย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หากออกมาได้ เคลื่อนย้ายตัวเองและครอบครัวออกไปยังเมืองอื่นที่ปลอดภัยกว่า อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้

คิดเสียว่า เปลี่ยนสถานะจากผู้ประสบภัย มาเป็นนักท่องเที่ยว