ต้นฉบับที่ Google+
วันนี้ผมอยู่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์
ตอนแรกตั้งใจจะย้ายโอเพ่นดรีมออกไปตามจังหวัดต่างๆ แต่ด้วยภาวะที่บางคนบ้านที่อยู่นอกกรุงเทพฯ ก็ถูกน้ำท่วมไปแล้ว การหาที่ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ – ใต้หลังคาเดียวกัน – นอกกรุงเทพฯ น่าจะเป็นทางเลือกที่ชัดเจนและดำเนินการได้เร็วที่สุด
ผมและเพื่อนร่วมงานพยายามอธิบายทุกคนที่มีโอกาสได้คุยด้วยถึงความเสี่ยงในการอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ ตั้งแต่ ความเสี่ยงทางตรงจากน้ำท่วม หรือความเสี่ยงทางอ้อมเช่น ภาวะขาดแคลนอาหารเนื่องจากระบบการผลิตและขนส่งอาหารให้กรุงเทพฯ พัง โรคระบาด การเป็นภาระให้ผู้เข้ามาช่วยเหลือ ฯ ซึ่งการนำตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้นไม่ใช่การหนี แต่เป็นการตั้งรับจากภายนอก หลบเลี่ยงจากการเป็นผู้ประสบภัยจนเป็นภาระของผู้อื่นต่างหาก
ตัวอย่างที่จะถูกยกขึ้นมาช่วงนี้คือ ขนาดโอเพ่นดรีม เตรียมการณ์เรื่องนี้มาล่วงหน้าเกือบ 1 สัปดาห์ พอถึงวันต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายจริงๆ ก็ยังมีความผิดพลาดเยอะมาก อาทิ ลืมเครื่องกรองน้ำ เครื่องสำรองไฟ Printer เอกสารทางภาษีบางอย่าง ไว้ที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ ซึ่งไม่สามารถเข้าไปเอาได้แล้ว ยิ่งนึกถึงการเคลื่อนย้ายแบบฉุกละหุกโดยไม่เตรียมการแล้ว ยิ่งน่ากลัวว่าความโกลาหลจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ที่รู้สึกน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกคือ วันนี้ในหัวหิน ผมไม่สามารถหาซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดได้อย่างง่ายอีกแล้ว 7-ELEVEn มีการระบุว่าสามารถซื้อได้เพียง 6 ขวดต่อคนต่อครั้ง Tesco Lotus น้ำดื่มบรรจุขวดหายไปจากชั้นวางของ ร้านค้าท้องถิ่นจี้อันตึ๊ง ก็ไม่มีน้ำขายเช่นกัน ขณะขับรถตามหาน้ำ ผมคุยกับ @neung @nazt @googiw ว่าแล้วกรุงเทพฯ จะเป็นขนาดไหน เมืองใหญ่ขนาดคนสิบล้านคน – หนึ่งในหกของประเทศ – ต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ในภาวะขาดแคลนขนาดหนักมันจะเป็นความสับสนที่คาดเดาไม่ได้
หลายๆ ข้อมูลที่ผมมี รวมไปถึงการวิเคราะห์และคาดการณ์จากคนที่ทำงานในแนวหน้า ออกมาใกล้เคียงกันคือ กรุงเทพฯ จะพบกับภาวะวิกฤติในเรื่อง อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และ ความปลอดภัย เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หากออกมาได้ เคลื่อนย้ายตัวเองและครอบครัวออกไปยังเมืองอื่นที่ปลอดภัยกว่า อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้
คิดเสียว่า เปลี่ยนสถานะจากผู้ประสบภัย มาเป็นนักท่องเที่ยว
เจ้าไปแบ้ว!